ตะลักเกี้ยะ Friendly Market เล่าเรื่องตลาดน้อยผ่านตลาดนัด

1,062 VIEWS
PIN

image alternate text
ตลาดไม่ใช่แค่ที่ซื้อขาย แต่เป็นสื่อกลางในการสื่อสาร และเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนได้ด้วย

ตะลักเกี้ยะ แปลว่า ตลาดน้อย

ตะลักเกี้ยะ เป็นภาษาจีนแต้จิ๋วที่แปลว่า ตลาดน้อย (噠叻仔 ตั๊กหลักเกี้ย ตั๊กหลัก = ตลาด, เกี้ยะ = ลูก หรือ เล็ก) ชื่อนี้เกิดขึ้นในยุคที่สำเพ็งยังเป็นย่านการค้าหลักของเมือง เมื่อมีตลาดเกิดขึ้นใหม่ไม่ไกลสำเพ็งมาก คนจึงพากันเรียกตลาดใหม่ว่า ‘ตลาดน้อย’ เพราะเป็นตลาดที่เล็กกว่าตลาดสำเพ็งซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่ก่อนแล้ว

คำว่าตั๊กหลักเกี้ย เลือนหายไปจากความทรงจำของคนกรุงพอๆ กับที่ลูกหลานคนแต้จิ๋วเริ่มฟังไม่ออก แต่ถึงอย่างนั้น ย่านตลาดน้อยยังมีตลาดนัดที่ใช้ชื่อว่า ‘ตะลักเกี้ยะ’ ที่ขายผลิตภัณฑ์อาหารออร์แกนิก อาหารคราฟต์ และงานฝีมือสารพัดมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปีอยู่ด้วย

ความสนุกของตะลักเกี้ยะคือการมีธีมงานที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละครั้ง เริ่มจากการเล่าถึงภูมิปัญญาในชุมชน อาชีพดั้งเดิมของคนในตลาด เรื่อยไปจนถึงการร่วมมือกับชุมชนในย่าน จัดกิจกรรมที่ทำให้คนได้เห็นว่าความแตกต่างหลากหลายในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้จริงๆ และอยู่ร่วมกันมาแล้วอย่างยาวนาน

วันนี้ เราขอชวนทุกคนมาคุยกับ พี่เจี๊ยบ – วิมล เหลืองอรุณ ตัวแทนจากกลุ่มคนรักตลาดน้อย และ เก้า – ตวงพร ปิตินานนท์ สถาปนิกชุมชนกลุ่มปั้นเมือง ซึ่งเป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งและผลักดันให้ตะลักเกี้ยะกลายเป็นหนึ่งในตลาดกลางกรุงที่มีชีวิตชีวาที่สุดมานานกว่าทศวรรษ

ตลาดนัดเป็นมากกว่าที่ซื้อขายได้อย่างไร การจัดตลาดนัดขับเคลื่อนชุมชนไปทางไหน และต้องทำอย่างไรชุมชนอื่นจึงจะมีพื้นที่แบบนี้เป็นของตัวเองบ้าง วันนี้มาฟังเรื่องราวจากชาวตลาดน้อยกันค่ะ

จุดเริ่มต้นของ ‘ตะลักเกี้ยะ Friendly Market’

เก้า : ตะลักเกี้ยะจริงๆ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 แล้วค่ะ ตอนแรกเราเริ่มจากการเป็น ตะลักเกี้ยะ Organic Market เราคิดว่าชื่อนี้มันดูน่าสนใจ แล้วก็เราอยากให้คนรู้จักตลาดน้อยในมุมที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ก็เลยหยิบชื่อนี้ขึ้นมาเป็นชื่อตลาด

ย้อนไป 10 ปีที่แล้ว ชุมชนยังไม่มีพื้นที่กิจกรรมที่ทำร่วมกัน ยังไม่ค่อยมีงานที่ทำด้วยกัน ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันสักอย่าง แล้วก็อยากให้มันกระตุ้นเศรษฐกิจภายในชุมชนได้ด้วย เป็นพื้นที่ที่ชุมชนจะสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารที่ปลอดภัยได้ด้วย ตอนแรกคิดเป็นถนนคนเดิน แล้วเราก็มาเห็นว่าตลาดน้อยถ้าจะทำถนนคนเดินน่าจะยาก เพราะว่ามันแคบแล้วก็เป็นพื้นที่ที่เป็นชุมชน ยังมีคนประกอบอาชีพ มีคนอาศัยอยู่ การปิดถนนเพื่อจัดถนนคนเดินจะไปรบกวนวิถีชีวิตเขา ถ้างั้นเราก็เริ่มจากตลาดนัดแล้วกัน แค่ว่าเราไม่อยากเป็นตลาดนัดที่ขายของทั่วๆ ไป อยากจะเป็นตลาดนัดที่คัดเลือกสินค้าที่ดีๆ เข้ามา ให้คนในชุมชนได้เข้าถึง 

เริ่มจัดกันที่พื้นที่แรกที่โรงเรียนกุหลาบวิทยา ทางโรงเรียนก็ให้พื้นที่ แล้วก็ชุมชนก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดเวิร์กชอป แน่นอนว่าช่วงแรกๆ ชุมชนจะยังไม่ได้เข้ามาบริหารจัดการเต็มที่เพราะว่าก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขาตอนนั้น ทีมเราที่เข้ามาช่วยกันตั้งตลาดก่อนแล้วก็ค่อยๆ ชวนพี่ๆ ในชุมชนเข้ามาจัดเวิร์กชอป มาขายของ แล้วก็มีการขยับไปหลายๆ ที่ในย่าน มีทุนจากทาง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ – ผู้เรียบเรียง) เป็น Seed Fund ให้เราได้เริ่มต้น ก็จะไม่ได้มีการเก็บค่าพื้นที่ใดๆ ดังนั้นเงื่อนไขก็คือต้องเป็นพื้นที่ที่ฟรี แล้วก็เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย 

ก็ขยับมาเรื่อยๆ มีโรงเรียนกุหลาบ สำนักงานเขต ลาน River City ศาลเจ้าโรงเกือก แล้วก็สุดท้ายก็ย้ายมาที่ท่าน้ำภาณุรังษีเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จัดตรงนี้มายาวเลย เพราะพื้นที่ตรงนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นพื้นที่สาธารณะแล้ว แล้วก็มีพิพิธตลาดน้อยอยู่ตรงนี้ด้วย

แล้วก็ตอนนี้มีทีมพี่ๆ คือมีพี่เจี๊ยบเนี่ยที่จะเป็นแกนนำหลักๆ เลย เข้ามาบริหารจัดการตลาดแบบเต็มตัว ดูแลสถานที่ ดูแลร้านค้า ช่วยกันคิดกิจกรรม คิดเวิร์กชอป ชุมชนก็เข้ามาบริหารจัดการเองเกือบทั้งหมด

เป็นตลาด ทำไมต้องมีเวิร์กชอป

เจี๊ยบ : อย่างเมื่อก่อนเราทำตลาดใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยมีคนเดินหรอก เราก็พยายามคิดว่าจะทำอะไร จนมาเจอเรื่องเวิร์กชอป ซึ่งก็เป็นนักท่องเที่ยวนี่แหละที่มาพูดให้ฟัง ว่ามาแล้วคนต้องมีอะไรทำ เขาจะได้อยู่ได้ทั้งวัน ไม่ใช่แค่เดินช้อปปิ้งอย่างเดียว ถ้าซื้อของอย่างเดียวไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็จบแล้ว เราก็พยายามหากิจกรรมเพิ่มเข้าไป 

เก้า : เก้า : องค์ประกอบของตลาดของเราคือมีร้านค้า มีกิจกรรมที่ทุกวัยทำได้ ตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ ต้องมาแล้วมีความรู้ด้วย มีเสวนามีเล่า มีการเล่าเรื่อง แล้วก็มีความบันเทิง เราเปิดเวทีให้มาร้องคาราโอเกะกันด้วยนะ (หัวเราะ) 

หลักคิดของเราก็คือว่า เวลาที่เราจะจัดกิจกรรมในแต่ละเดือน เราจะมีการประชุมกันเพื่อที่จะวางธีมในว่าอยากให้เป็นอะไร โดยที่เราจะคิดจากต้นทุนที่เรามีอยู่ว่าตลาดน้อยมีเรื่องอะไร เรื่องอะไรที่มันหยิบขึ้นมาเล่าได้บ้าง 

เราก็มีเรื่องอาหาร มีเรื่องอาชีพ มีเรื่องขนม มีเรื่องประเพณีวัฒนธรรม มีเทศกาลที่มันมีตลอดทั้งปี เราก็ค่อยๆ หยิบแต่ละเรื่องอ่ะขึ้นมาเล่าแล้วก็คุยกับพี่ๆ ในชุมชน สมมุติเราจะทำให้มีเรื่องอาหาร พี่ๆ ตอนเด็ก เมนูอะไรที่มันอยู่ในความทรงจำของพวกเรา หรือว่าเมนูอะไรที่พี่ๆ คิดว่าทำอร่อย เป็นสูตรประจำครอบครัว ที่อื่นไม่มี เราดูก่อนว่าต้นทุนเราคืออะไร แล้วก็ค่อยๆ หยิบขึ้นมาจัดเป็นเวิร์กชอปกัน 

แล้วจุดแข็งของที่นี่คือ เรามีคนดั้งเดิมอาศัยอยู่ เป็นคนที่นี่จริงๆ เพราะฉะนั้นพวกภูมิปัญญาความรู้หรือว่าวิถีต่างๆ ที่เรานำเสนอแต่ละครั้งมันเป็นธรรมชาติ มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาแบบเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับนักท่องเที่ยว จุดนี้มันก็คือทำยังไงให้วัฒนธรรมมันเอ่อมันมันสอดคล้อง แล้วมันก็ต้องขายได้ด้วย ทำยังไงจะปรับคำให้คนรุ่นใหม่เขาเข้าใจมากขึ้นแล้วก็เชื่อมโยงกับคนอื่นมากขึ้น

เจี๊ยบ : ซึ่งเราก็อาจจะไม่ใช่มืออาชีพอะไรอย่างงั้นเนาะ เราเน้นความเป็นวิถีของเราจริงๆ ว่าเราทำยังไงก็ถ่ายทอดไป เพราะฉะนั้นเรื่องเล่ามันจะสนุกเพราะมันเป็นเรื่องเล่าที่มาจากประสบการณ์จริงๆ

เก้า : ในมุมของเราที่เป็นคนเข้ามาทำงาน เราก็จะรู้สึกว่า จริงๆ เสน่ห์มันก็อยู่ที่พี่ๆ แหละคือบางทีมันไม่ต้องเพอร์เฟกต์หรอก เอาธรรมชาติที่พี่เขาเป็น แต่ว่าเราอาจจะเข้าไปช่วยเสริมในเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย มันน่าสนใจ แต่ว่าบางทีพี่ๆ เขาจะรู้สึกว่าก็เรื่องธรรมดา เพราะคุ้นเคยกับเรื่องนั้นอยู่แล้ว แล้วก็ช่วยเป็นพิธีกรช่วงแรกๆ ช่วยถาม ช่วยดึงประเด็นให้เขาเล่า

เจี๊ยบ : แต่เดี๋ยวนี้เซียนแล้ว

เก้า : ใช่ เดี๋ยวนี้ก็ปล่อยพี่เขาทำเลย เพราะว่าพี่เขารู้แล้วว่าต้องเล่าอะไร ต้องทำอะไร เขามืออาชีพแล้ว (หัวเราะ)

ร้านในตลาดเป็นร้านข้างนอก ร้านนอกตลาดเป็นร้านชุมชน

เก้า : เมื่อก่อนคนก็จะรู้สึกว่า ตะลักเกี้ยะมันต้องเป็นร้านค้าของคนตลาดน้อยสิ จริงๆ เราก็คาดหวังอย่างงั้นแหละ แต่ในทางปฏิบัติคนที่เขาขายที่หน้าร้านอยู่แล้วก็ไม่ได้อยากมา เพราะเขาขายตรงบ้านเขาสะดวกว่า  ทีเนี้ยเราก็มองว่าเวลาคนมาเที่ยวตะลักเกี้ยะ เขาไม่ได้มาแค่ตะลักเกี้ยะ เขามาเที่ยวทั้งย่านแหละ เพราะฉะนั้นตะลักเกี้ยะจริงๆ มันไม่ใช่แค่ตรงนี้ เวลาคนที่มาเที่ยวมาตะลักเกี้ยะก็จริงแต่เขาก็จะเดินไปกินร้านอร่อยที่อยู่รอบๆ ด้วย เราเลยไม่ได้มองว่าการที่จะมีคนนอกเข้ามาขายในตลาดเราแล้วจะเป็นอะไร เพราะมันส่งเสริมกันอยู่ดีในท้ายที่สุด

เจี๊ยบ : จริงๆ พวกพี่ทำเรื่องท่องเที่ยวด้วย เป็นเครือข่ายที่มีการทำงานร่วมมือกับ 50 เขตใน กทม. เพราะฉะนั้นเวลาเราทำงานเราก็พยายามดึงชุมชนอื่นเข้ามาเพื่อแนะนำให้คนรู้จักชุมชนอื่นด้วย เขาจะได้ไปเที่ยวด้วยค่ะ

เก้า : ก็คืออย่างที่บอก เราไม่ได้ทำแค่ตลาด จริงๆ เราทำงานพัฒนาชุมชน งานพัฒนาเมือง เพราะฉะนั้นมันจะมีงานมิติอื่นๆ ที่พวกพี่ๆ ทำกันอยู่ มีพี่ๆ ไปทำเรื่องการท่องเที่ยวแล้วก็ทำให้มีเพื่อนเพิ่มขึ้น เป็นแรงบันตาลใจของซีรีส์ในช่วงปีนี้ ที่ตะลักเกี้ยะ ไป X กับที่โน่นที่นี่ด้วย

ตะลักเกี้ยในแต่ละปี มีเรื่องที่โฟกัสต่างกันออกไป

เก้า : ถ้ามองจริงๆ เราไม่ได้มีแผนอะไรขนาดนั้นหรอก ไหลไปตามสถานการณ์เดือนต่อเดือน 

เจี๊ยบ : จริงเราคิดกันเดือนต่อเดือน ดูสถานการณ์กันไป

เก้า :  อย่างปีที่แล้วก็จะเห็นว่าเราเข้มข้นในเรื่องการหยิบเรื่องตลาดน้อยมาเล่า มันเล่าจนไม่รู้จะเล่าอะไรแล้ว เราก็เลยลองมองออกไปนอกตะลักเกี้ยะบ้างดีกว่า เราก็ใช้โอกาสที่ไหนๆ ตะลักเกี้ยะก็มีคนสนใจแล้ว แต่ไม่ใช่แค่ชุมชนตลาดน้อยนะที่น่าสนใจ มันยังมีชุมชนเล็กๆ ในกรุงเทพอีกตั้งเยอะที่น่าสนใจ แล้วก็คิดว่าเราก็เป็นพื้นที่หนึ่งได้ ก็มาสิ มาลองจัดดู แต่ว่าถ้าถามว่าปีหน้าจะทำอะไรยังตอบไม่ได้นะ (หัวเราะ)

เจี๊ยบ : ที่แน่นอนคือเราจัดงานตลอด เพราะเรามีประเพณีวัฒนธรรมของเราอยู่แล้วไง เราก็ดึงพวกนี้แหละมาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว

ความสม่ำเสมอ ความร่วมมือชุมชน และ Story Telling 3 หัวใจสำคัญของตะลักเกี้ยะ

เก้า : จะบอกว่ามันมันไม่ได้ง่ายแล้วก็สวยหรูอะไร แรกๆ มันก็ไม่มีใครมา เราทำมา 10 ปีนะ แต่คนจะเพิ่งมารู้จักช่วงหลังๆ ซึ่งใช่ เพราะว่าช่วงแรกๆ ที่เราทำอ่ะเราเริ่มจากการที่เราทำกันเองจริงๆ ในสมัยนั้นมันอาจจะยังไม่ได้มีคนสนใจมาก แต่เราก็เชื่อว่าการทำตลาดมันต้องต่อเนื่อง มันต้องทำแบบไปเรื่อยๆ เรามีจุดที่ผู้ค้าเยอะมากแบบ 80 ร้าน แล้วก็มีวันที่ผู้ค้าน้อยมาก แบบ 10 กว่าร้าน เราก็เจอมาหมดทุกสถานการณ์ วันที่พีควันที่โลว์ แต่ว่าสิ่งที่ตะลักเกี้ยะทำก็คือเราไม่หยุด ต่อให้เดือนนี้มี 10 ร้าน เดือนหน้าเราก็ยังจัด ไม่กี่ร้านก็จัด 

แล้วเราไม่ได้ทำตลาดอย่างเดียว เราทำเรื่องอื่นๆ ด้วยเรื่องวัฒนธรรม เรื่องชีวิต ทำเทศกาล แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีหน่วยงานที่เข้ามาแบบสนใจมากขึ้น แล้วก็ถ้าช่วงพีคๆ ก็น่าจะเป็นช่วงที่ทาง CEA เข้ามาสนับสนุนแล้วก็ช่วยคิดธีมให้มันแข็งแรงขึ้นว่าเราควรจะเล่าอะไร ทำกิจกรรมแบบไหน มันก็เชฟให้ตลาดชัดเจนมากขึ้น แล้วพอมันชัดเจนคนก็รู้ว่าจะมาแล้วจะเจออะไร คาดหวังอะไร 

เราก็คิดว่าการการจัดตลาดจริงๆ แต่ละพื้นที่มันก็มีแกนของการทำงานที่สามารถจะเอาไปทำที่อื่นๆ ได้ อย่างเช่น เริ่มต้นแนวคิดของตลาดให้ชัดเจนว่าตลาดเรา จุดยืนของเราเป็นยังไง เราจะขายเรื่องอะไร 

ต่อไปคือเราก็ต้องเน้นการมีส่วนร่วมของทุกๆ คน คือถ้าทำคนเดียวเหนื่อยตาย แล้วก็ทำไม่ไม่ได้นานหรอก  เวลาทำต้องมีเพื่อน ต้องมีคนที่เข้ามาช่วยเป็นทีม แล้วก็ต้องคิดไปด้วยกัน แล้วพี่ๆ ก็เคารพการทำงานของกันและกัน ใครถนัดอะไรแล้วก็แบ่งงานกัน คือไม่จำเป็นว่าต้องการมีส่วนร่วม 100% ในทุกๆ ครั้ง เพราะว่าอันนี้มันเป็นงานที่เราไม่ได้ตังค์ (หัวเราะ) ใครสะดวกตอนไหนมา แต่เรามีพื้นที่ให้ทุกคน 

อีกอันนึงก็คืออาจจะเป็นการเล่าเรื่องนั่นแหละ ถ้ามีแนวคิดแล้ว แต่แนวคิดนี้ไปไม่ถึงคนข้างนอกมันก็จะยาก มันต้องเล่าเรื่องให้ถึงคนด้วย

ทำตลาดให้คนรัก

เก้า : ภาพที่เรารู้สึกแฮปปี้กับตลาดไม่ใช่เรื่องที่แบบคนมาเยอะนะ เราแฮปปี้เวลาเราเห็นอาม่าอากงที่อยู่แถวนี้ให้ลูกหลานเข็นรถออกมา ถือไม้เท้าค่อยๆ เดินมา แล้วก็มาซื้อขนมปัง มาซื้อชา เราคิดว่าอันนี้คือประสพความสำเร็จแล้ว คือการดึงคนข้างในออกมาใช้เวลาด้วยกัน เรารู้สึกแฮปปี้กว่าการที่แบบมีคนมาเยอะๆ อีก

อีกสิ่งที่เราจัดการตลอดก็คือ เราเป็นพื้นที่ที่พยายามจะเป็น Friendly Market จริงๆ คือเป็นพื้นที่ที่เคารพทุกคน อย่างเวลาเปิดปิดเราก็บอกว่าเราจะไม่ปิดเกิน 18:00 น. เพราะว่าหลังจากนั้นทุกคนจะพักผ่อน อาม่ากงเข้าบ้านก็ไม่มีเสียงดังแล้ว หรือว่าเรื่องการเดินทางอะไร จริงๆ เราก็โปรโมทให้มารถไฟฟ้าหรือว่าให้มาเรืออะไร เพราะที่จอดรถตรงนี้ก็มันน้อย เราก็ไม่ค่อยอยากให้เอารถเข้ามา

เจี๊ยบ : แล้วคนในตลาดน้อยจะรู้จักกันหมดแหละ พอทำอะไรแล้วไม่ดีเราก็หวังว่าเขาก็จะบอกเราตรงๆ แต่ตอนนี้ยังไม่เจอนะ 

เก้า : เราก็พยายามให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย เราชอบแนะนำนักท่องเที่ยวว่าร้านนู้นร้านนี้อร่อย วันตลาด สิ่งที่เราเห็นว่ามันเปลี่ยนไปก็คือเขาเปิดหน้าบ้านแล้วขายขายของเยอะขึ้น เลยนะเมื่อก่อนถ้าตอนที่เรามาทำงานแรกๆ คนก็จะบอกว่าตลาดน้อยเป็นพื้นที่ที่จะไม่ให้ลูกสาวออกมาเดิน

เจี๊ยบ : สมัยก่อนเลย สมัยพี่เด็กๆ ที่นี่จะได้ชื่อว่าเป็นแหล่งยาเสพติด ผู้ใหญ่เขาก็จะห้ามไม่ให้เดินเกินตรงนั้นตรงนี้ 

เก้า : อย่างเรามาทำงานใหม่ๆ ก็ยังมีคนเตือนว่าระวังโจร มีคนแบบว่า เออ ระวังนะ แต่ว่าพอช่วงหลังๆ พื้นที่มันสว่าง คนก็เดินเข้าไปถึงท้ายซอย หน้าบ้านก็มาเปิดขายของ เพราะฉะนั้นก็ปลอดภัยขึ้น

เจี๊ยบ : มันก็เป็นข้อดีที่การท่องเที่ยวทำให้ชุมชนมันดูคึกคัก มีรายได้มากขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น แล้วก็สะอาดมากขึ้น สภาพแวดล้อมดีขึ้น หน่วยงานรัฐก็มาใส่ใจมากขึ้นด้วย

ถ้าสมมติว่ามีคนที่อยากจะเริ่มพัฒนาชุมชนโดยการใช้ตลาดเป็นสื่อบ้างแนะนำอะไรขึ้น

เก้า : การพัฒนาพื้นที่ตัวเองจริงๆ อาจจะต้องไปดูว่าต้นทุนของเราอ่ะมีอะไร พอเราหาต้นทุนเราเจอแล้วผลลัพธ์มันออกมาเอง ตัวเครื่องมือที่เราจะใช้สุดท้ายมันอาจจะไม่ใช่ตลาดก็ได้ มันอาจจะเป็นเรื่องอื่นที่ชุมชนนั้นถนัดแล้วก็ทุกคนแฮปปี้กับมัน แต่คิดว่าหัวใจอยู่ที่การหาอัตลักษณ์ของตัวเองให้เจอ แล้วก็ลองคุยกับเพื่อนบ้านรอบๆ คุยกับคนให้เยอะ หาคนที่มีใจตรงกัน

ต้องเป็นคนที่จะแบบอยากทำ ต้องอยากทำ ถ้าไม่อยากทำก็จบ ไม่ใช่ว่าเห็นเขาจัดตลาดแล้วดี เราก็อยากจัดตลาดบ้าง เรื่องเดียวกันมันอาจจะไม่เหมาะกับทุกที่ก็ได้ เพราะการทำตลาดมันเหนื่อย เดี๋ยวจบตลาดแล้วเราต้องประชุมกันอีกเพื่อที่จะทำรอบต่อไป แต่เราก็ทำใหนสิ่งที่เรารัก มันก็จะทำได้ ถ้าไม่รักนี่จบไปนานแล้วแหละ

ถอดบทเรียน 5 ข้อ จากการทำตลาดแบบตะลักเกี้ยะ Friendly Market

1. เริ่มต้นด้วยต้นทุนของพื้นที่ และทำให้สม่ำเสมอไม่ว่าคนจะมากหรือน้อยก็ตาม
2. การทำตลาดไม่ใช่แค่การสร้างพื้นที่ซื้อขาย แต่เป็นการสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมในชุมชนด้วย
3. สร้างเครือข่ายให้เยอะ ทั้งกับคนในชุมชน และกลุ่มอื่นๆ นอกชุมชน เครือข่ายคือกลุ่มที่จะทำให้ตลาดเติบโตได้แบบออแกนิก
4. Story Telling สำคัญไม่แพ้ของในตลาด ลองปรึกษาหน่วยงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ดูอาจได้ไอเดียในการเล่าเรื่องเยอะขึ้น
5. เคารพและให้เกียรติชุมชนรอบข้างเสมอ ตลาดที่สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน แม้ขายดีแค่ไหนก็ไม่ยั่งยืน

RECOMMENDED ARTICLES
RECOMMENDED VIDEOS