ปลูกพืชด้วยเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นกันเถอะ

534 VIEWS
PIN

image alternate text
เพราะความมั่นคงทางอาหารเริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์  

ในยุคที่เทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้าจนสามารถออกแบบพืชพันธุ์ให้สวยงาม และทนทานได้ในห้องทดลอง แต่นวัตกรรมเหล่านี้ ล้วนตั้งต้นมาจากธรรมชาติอย่าง ‘เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น” พันธุกรรมที่เป็นเหมือนคลังเก็บข้อมูลดิน ฟ้า และอากาศในแต่ละพื้นที่มาอย่างยาวนาน 

แม้เมล็ดซองหรือเมล็ดพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุกรรมอาจให้ผลผลิตที่งอกงามสวย ให้ผลดก ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเกษตร แต่ในแง่ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหารระยะยาวก็หนีไม่พ้นเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองหรือเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นที่ปลูกมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายเรานี่ละ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่พันธุกรรมถึกทน ผ่านการคัดสรรโดยธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน เติบโตมาด้วยความเข้าใจระบบนิเวศอย่างถ่องแท้ และเก็บเมล็ดปลูกต่อได้เรื่อยๆ ชั่วลูกชั่วหลาน 

กระทั่งรสชาติความอร่อยยังแตกต่าง ฉันเองสั่งเมล็ดพันธุ์ผักชีเป็นเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมไม่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์หรือตัดต่อพันธุกรรมมาปลูก ถึงปลูกแล้วต้นผักชีจะไม่ใหญ่ ใบเล็กกว่าที่ซื้อจากตลาดอยู่มาก แต่กลิ่นหอมชัดเสียจนผักชีต้นใหญ่จากตลาดสู้ไม่ได้ แถมปล่อยให้ออกดอกเก็บเมล็ดมาปลูกต่อได้อีก 

ใครที่เริ่มปลูกผักกินเอง หรือมีแปลงผักสวนครัวรอบบ้าน ริมรั้ว ริมระเบียง ยิ่งไม่มีข้อจำกัดว่าต้องปลูกปริมาณมากเพื่อป้อนอุตสาหกรรมหรือป้อนตลาดเชิงพาณิชย์ ‘เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น’ เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ คุ้มค่าที่จะหย่อนเมล็ดลงผืนดินเราที่สุด 

โดยเมล็ดพันธุ์หาได้ตามแอปชอปปิ้งออนไลน์ และกลุ่มแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นเช่น ‘กลุ่มธนาคารเมล็ดพันธุ์ของแผ่นดิน’ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ธนาคารเมล็ดพันธุ์ของแผ่นดิน พื้นที่แลกเปลี่ยน ส่งต่อความยั่งยืน) เป็นพื้นที่สื่อสารในการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน รวมทั้งเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจทั่วไปอย่างกะหล่ำ ถั่วพู ถั่วฝักยาว ฯลฯ ที่ไม่ผ่านการปรับปรุงหรือตัดต่อพันธุกรรม เพื่อให้คนทั่วไปรวมถึงเกษตรกรนำไปใช้ขยายพันธุ์ รักษาพันธุ์พื้นเมืองเพื่อส่งต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลาน 

ความดีงามของเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น

  • เก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้: เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นที่ไม่ผ่านการปรับปรุงหรือตัดต่อ สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์แล้วนำมาปลูกต่อได้เรื่อยๆ ทำให้เรา และเกษตรกรเป็นเจ้าของกระบวนการผลิตอย่างแท้จริง ไม่ต้องรอคอยสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์ หรือเผชิญกับภาวะราคาเมล็ดพันธุ์พุ่งสูงขึ้นตามกลไกตลาด และมีอิสรภาพในการครอบครองเมล็ดพันธุ์ 
  • คัดเลือกสายพันธุ์ได้ตามความต้องการ: สามารถเลือกเก็บเมล็ดจากต้นที่ดีที่สุด ในแปลงของตนเอง ทำให้ได้สายพันธุ์ที่ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ในสภาพที่เหมาะสมกับพื้นที่ และระบบนิเวศท้องถิ่นของเรา 
  • ลดต้นทุน ต้านทานโรคและแมลง: นอกจากเมล็ดพันธุ์เก็บมาปลูกต่อได้เรื่อยๆ สายพันธุ์พืชท้องถิ่นยังทนทานต่อโรคและแมลงประจำถิ่น จึงลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืชไปได้มาก 
  • ทนทานต่อสภาพอากาศท้องถิ่น: เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ถูกคัดเลือกและปรับตัวให้เข้ากับดิน ฟ้า อากาศ ในพื้นที่นั้นๆ มานานหลายชั่วอายุคน ทำให้แข็งแรงและหยั่งรากลึกกว่าพันธุ์ลูกผสมหรือพันธุ์ที่ตัดต่อพันธุกรรมมาแล้ว 
  • ลดอัตราเสี่ยงสูญเสีย: พันธุ์ท้องถิ่นมีความหลากหลายในตัวเอง แม้ปีนั้นอากาศจะแย่ แต่อาจมีบางต้นที่แข็งแกร่งอยู่รอดและให้ผลผลิตได้ดี ต่างจากพันธุ์ลูกผสมที่มักจะตายยกร่อง หากเจอสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย 
  • เหมาะกับเกษตรอินทรีย์: เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นเหมาะมากสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมธรรมชาติโดยไม่พึ่งพาสารสังเคราะห์ 
  • รสชาติและโภชนาการดี: รสชาติดี และโภชนาการสูงกว่าพืชเชิงพาณิชย์ที่เน้นสวยงาม การเก็บรักษาได้นาน
  • รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ: การปลูกพืชท้องถิ่นช่วยป้องกันการสูญพันธุ์ของสายพันธุ์ดั้งเดิม และรักษาสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ให้คงอยู่ อีกทั้งรสชาติที่แตกต่างกันของพืชพื้นเมือง ยังสร้างอัตลักษณ์ ต่อยอดมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรของไทย เช่น ข้าวพันธุ์พื้นเมืองชนิดต่างๆ กลายเป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) 
  • รักษาวัฒนธรรมอาหาร: ตราบใดที่พืชผักพื้นบ้านที่มีรสชาติเฉพาะตัว เฉพาะถิ่นยังคงไม่สูญหาย รสชาติตำรับอาหารพื้นบ้านจะยังคงอัตลักษณ์ไว้ได้ เพราะไม่ถูกกลืนด้วยรสชาติมาตรฐานจากพืชอุตสาหกรรม ในส้มตำอีสานก็ยังมีมะเขือส้ม มะกอกป่า หมี่กรอบส้มซ่าก็ไม่เหลือแต่ชื่อตราบใดที่ในประเทศนี้ยังมีต้นส้มซ่า

อ้างอิง:
https://krua.co/food_story/seeds-bank
https://shorturl.at/HKuOq
https://www.opsmoac.go.th/nakhonphanom-article_prov-files-421991791815 

RECOMMENDED ARTICLES
RECOMMENDED VIDEOS