เดือนธันวาคมวนกลับมาอีกรอบแล้ว เป็นสัญญาณว่าบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองจะอบอวลไปทั่วเมืองอีกครั้ง ปีนี้ถือว่าโชคดีบ้านเรามีลมหนาวมาเยือนด้วยเป็นพักๆ ทั้งไฟประดับและต้นคริสต์มาสเลยดูสวยขึ้นอย่างบอกไม่ถูกจริงไหมคะ
มีการเฉลิมฉลองที่ไหน ก็ต้องมีเครื่องดื่มที่นั่น แต่พออากาศมันเริ่มเย็นๆ อย่างนี้ นอกจากเครื่องดื่มเย็นชื่นใจที่เราคุ้นกันแล้ว ฉันก็อยากนำเสนอเครื่องดื่มอุ่นๆ ด้วยอีกอย่างหนึ่งค่ะ และกับช่วงเทศกาลอย่างนี้คงไม่มีอะไรเหมาะเท่า Mulled Wine ไวน์อุ่นหอมกลิ่นเครื่องเทศสไตล์ยุโรปอีกแล้วละค่ะ

Mulled Wine เป็นเครื่องดื่มที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปี โดยสันนิษฐานกันว่ามาจากเครื่องดื่มแบบชาวโรมันที่เรียกว่า Conditum Paradoxum ซึ่งเป็นไวน์แดงต้มกับน้ำผึ้งและเครื่องเทศ หลังจากนั้นไวน์อุ่นแบบนี้ก็ได้รับความนิยมไปทั่วยุโรป เรียกว่าแต่ละประเทศก็จะมีไวน์อุ่นในชื่อและสูตรของตัวเอง เช่น
– Glühwein จากเยอรมนี ไวน์แดงปรุงด้วยน้ำตาล อบเชย วานิลลา กานพลู บางที่มักนิยมใส่เหล้ารัมลงไปด้วย เรียกว่า Feuerzangen Bowle
– Navegado จากชิลี มักใส่อบเชย จันท์เทศ และนิยมเสิร์ฟโดยใส่อัลมอนต์ฝานกับลูกเกตลงไปด้วย เวลากินก็ต้องใช้ช้อนตักอัลมอนต์และลูกเกดมาเคี้ยวๆ ไปด้วย
– Gløgg (เดนมาร์ก นอร์เวย์), Glögg (สวีเดน), Glögi (ฟินแลนด์) จากฝั่งสแกนดิเนเวีย ปรุงด้วยน้ำตาล แอปเปิ้ล อบเชย กระวาน กานพลู วานิลลา น้ำส้ม และขิงตามชอบ
ส่วนชื่อ Mulled Wine นั้นเกิดขึ้นเมื่อไวน์ร้อนข้ามจากฝรั่งเศสข้ามไปอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 12 โดย พระเจ้าเฮนรีที่ 3 แห่งอังกฤษ (Henry III of England) ได้ลิ้มรสไวน์อุ่นที่ปรุงด้วยเครื่องเทศมาจากเมืองหนึ่งในฝรั่งเศส พระองค์ทรงโปรดปรานเครื่องดื่มชนิดนี้มากขนาดที่ทรงรับสั่งให้ปรุงขึ้นเป็นพิเศษเพื่อใช้ในงานเลี้ยง Mulled Wine จึงกลายเป็นเครื่องดื่มที่เผยแพร่ในหมู่ชนชั้นสูงตั้งแต่นั้นมา
นอกจากเรื่องรสชาติแล้ว นัยหนึ่ง Mulled Wine ยังถือเป็นการแสดงความมั่งคั่งด้วยในยุคหนึ่ง เช่นเครื่องเทศทีใช้ในสูตร Mulled Wine พื้นฐานปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอบเชยหรือกานพลู ล้วนเป็นเครื่องเทศที่เดินทางไปตามเส้นทางสายไหมซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญระหว่างเอเชียและยุโรป ในยุคกลางเครื่องเทศเหล่านี้ถือว่ามีราคาสูงลิบ เพราะมีทั้งค่าภาษีและค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นหลายทอด ดังนั้นบ้านไหนที่สามารถต้มไวน์ร้อนๆ ใส่เครื่องเทศจนกลิ่นฟุ้งไปทั้งบ้านได้ก็เท่ากับว่าเป็นผู้มีอันจะกิน ยิ่งถ้าเสิร์ฟเป็นเครื่องดื่มในงานเลี้ยงก็ยิ่งเป็นการบอกโดยนัยว่าเจ้าภาพงานนั้นร่ำรวย ใจกว้าง และให้เกียรติตอนรับแขกเหรื่อในงานเป็นอย่างดีนั่นเองค่ะ

ปัจจุบันเครื่องเทศไม่ใช่สินค้าราคาแพงเท่าในยุคกลางแล้ว Mulled Wine จึงไม่ใช่เครื่องดื่มของคนสูงศักด์ แต่ลดรูปมาเป็นเครื่องดื่มประจำเทศกาลคริสต์มาสไปแทน มีการวิเคราะห์กันว่า อาจเป็นการสืบต่อมาจากเทศกาล Saturnalia ของขาวโรมันโบราณซึ่งเดิมทีจัดขึ้นเพื่อบูชาเทพแซทเทิร์นซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคมของทุกปี ในเทศกาลนี้ ชาวโรมันจะปรุง Conditum Paradoxum หรือไวน์แดงต้มกับน้ำผึ้งและเครื่องเทศดื่มเพื่อการเฉลิมฉลองการเกิดใหม่ของดวงอาทิตย์ จนเมื่อคริสตศาสนาเข้ามาแทนที่ความเชื่อดั้งเดิมแล้ว เทศกาล Saturnalia ก็ถูกแทนที่ด้วยคริสต์มาส แต่ธรรมเนียมการจิบไวน์อุ่นเพื่อเฉลิมฉลองยังคงอยู่ยั้งยืนยัง Mulled Wine จึงเป็นสิ่งที่ไม่เคยหายไปจาก Christmas Market ทั่วยุโรปไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน
ในตลาดเทศกาลอย่าง Christmas Market ทุกประเทศ Mulled Wine ถือเป็นของดีประจำเทศกาล และเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงชนิดเดียวที่ขายในที่สาธารณะได้โดยไม่มีใครคัดค้าน เพราะไวน์แดงร้อนๆ กรุ่นกลิ่นเครื่องเทศได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองไปโดยปริยายแล้ว แต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดของใครของมัน แถมบางเมืองยังทำแก้วน่ารักๆ ไว้ให้เป็นของสะสมประจำปีอีกต่างหาก
เมื่อเข้าสู่ช่วงสิ้นปีทีไร กลิ่นอบเชย กานพลู เปลือกส้ม และไวน์แดงจึงหอมฟุ้งอยู่ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง เป็นหมุดหมายว่าความพยายามจะใช้ชีวิตของเราได้ลุล่วงไปอีกหนึ่งปี
ไม่ว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีหรือแย่อย่างไร อีกไม่กี่สัปดาห์เราก็จะได้ปักธงเริ่มต้นปีใหม่กันอีกครั้ง ฉันเลยขอชวนทุกคนมาต้ม Mulled Wine อุ่นๆ หอมๆ เฉลิมฉลองให้ปี 2025 ที่กำลังจะผ่านพ้น และโอบกอดปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงไปด้วยกันค่ะ
Happy Holiday ล่วงหน้านะคะทุกคน
สูตร ไวน์ร้อน (Mulled Wine)
สำหรับ 5-6 คน
– ส้มนาเวล (ลูกละ 250 กรัม) 2 ลูก
– แอปเปิลแดง (ลูกละ 150 กรัม) 1 ลูก
– ไวน์แดง (ขวดละ 750 มล.) 1 ขวด
– กานพลู 10 อัน
– อบเชย 1 แท่ง
– โป๊ยกั๊ก 4 ดอก
– น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
หั่นส้มนาเวลเป็นแว่นๆ 1 ลูก อีกลูกให้นำไปคั้นเอาแต่น้ำส้ม

หั่นแอปเปิ้ลแดง และตัดเอาแกนออก เตรียมไว้

ใส่ส้มและแอปเปิลที่หั่นไว้ลงในหม้อ ตามด้วยกานพลู อบเชย และโป๊ยกั๊ก เทไวน์แดงลงไป

ปรุงรสหวานด้วยน้ำตาลทรายแดงและน้ำส้มคั้น

ตุ๋นไวน์ประมาณ 15 นาทีให้รสชาติผลไม้และเครื่องเทศออกมา

ตักไวน์ร้อนใส่แก้ว เสิร์ฟอุ่นๆ ได้เลย


ข้อมูลจาก
– Mulled wine may be the fuel for contemporary Christmas celebrations but drinking it is a tradition that dates back to antiquity โดย Christina Makris จาก Apollo Magazine


